Blog

ต้องยอมรับว่าค่าเงินบาทในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุหลักมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาต่างๆของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลวในการจัดหาวัคซีนป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 การเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อไวรัส หรือแม้กระทั่งโครงการนำร่องภูเก็ต Sand Box ที่พังไม่เป็นท่า รวมไปถึงการไม่อนุมัติซอฟท์โลนให้กับสายการบินสัญชาติไทย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งของนักลงทุนกลับมองว่าหุ้นในกลุ่มของอาหารและพลังงานมีแนวโน้มได้กำไรในระยะยาวสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และนี่คือ 2 หุ้นเด่นน่าเก็บเน้นกำไรประจำปี 2021 ที่มีการคาดการณ์ว่าจะสามารถเติบโตได้ดีในอนาคต และถ้าอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติม เช็คเลย! หุ้นจ่ายปันผล เม.ย.-พ.ค.64 บจ.ไหนจ่ายมากสุด เรารวบรวมข้อมูลดีๆ มาฝากแล้ว

หุ้น BGRIM

BGRIM เป็นหุ้นตัวที่ทั้ง บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) และ บล.กสิกรไทย มองว่าสามารถเก็งกำไรได้จากการที่เงินบาทอ่อนค่า โดย บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) มีการคาดการณ์ไว้ว่าหุ้น BGRIM จะสามารถโตได้ถึง +34% เมื่อเทียบในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา และสูงถึง +40% เมื่อเทียบในช่วงไตรมาตรเดียวกัน
โดยอ้างอิงจากการเพิ่มสัดส่วนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในเวียดนาม อีกทั้งเป้าหมายของบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ที่ตั้งเป้าผลิตกำลังไฟฟ้าและตั้งเป้าในการเติบโตไว้กว่า 1 แสนล้านบาท โดยมีโครงการโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการแล้วถึง 48 โครงการ
นอกจากนี้ หุ้น BGRIM ยังมีการดำเนินการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งจากก๊าซธรรมชาติและพลังงานสะอาดภายใต้รูปแบบสัมปทานกับภาครัฐในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ เช่น สปป.ลาว เวียดนาม เกาหลีใต้ มาเลเซีย กัมพูชา และฟิลิปปินส์

หุ้น CPALL

หุ้น CPALL ถือเป็นหุ้นที่มีกำไรแข็งแรง เนื่องจากการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังมีแรงสนับสนุนจากรัฐบาลที่หลายๆฝ่ายเชื่อว่าอาจจะมีการเอื้อผลประโยชน์ภายใน แต่อย่างไรก็ตามในมุมของนักลงทุนหุ้น CPALL ยังถือว่าเป็นหุ่นอันดับต้นๆที่ควรซื้อเก็บ
โดยหุ้น CPALL ได้รับผลกระทบจากมาตรการการล็อคดาวน์ ซึ่ง บล.กสิกรไทย มีการคาดการณ์ว่าอาจจะได้รับผลกระทบในระดับ 1-2% และทาง บล.กสิกรไทย ยังมีการเปิดเผยอีกว่า หุ้นกลุ่มค้าปลีกรวม 7 บริษัทในเครือเดียวกันอันประกอบไปด้วย
1.บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC)
2.บมจ.ซีพี ออลล์ (CP ALL)
3.บมจ.เซ็นทรัล รีเทลคอร์ปอเรชั่น (CRC)
4.บมจ.ดูโฮม (DOHOME)
5.บมจ.สยามโกลบอลเฮ้าส์(GLOBAL)
6.บมจ.โฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO)
และ 7.บมจ.สยามแม็คโคร (MAKRO)
ก็จะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันจากมาตรการการล็อคดาวน์ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งแน่นอนว่า ช่วงเวลาแบบนี้ คนก็เริ่มมองหาประกันซึ่งเป็นอีก 1 รูปแบบของการลงทุน ซึ่งเราก็จะมาแนะนำ ประเภทของประกันชีวิตต่างๆ ที่นิยมในไทย ให้ไว้เป็นข้อมูลด้วย
ทั้งนี้ อีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้ซื้อควรนำมาพิจารณาคือภาระดอกเบี้ยค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเข้าลงทุนใน Lotus’s ราว 900 ล้านบาท ที่ถึงแม้ว่าตัวภาระดอกเบี้ยอาจจะลดลงจากการรีไฟแนนซ์ แต่ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศที่ไม่ดีขึ้นอาจจะทำให้ปัจจัยเหล่านี้มีผลกับอัตราการเติบโตของ หุ้น CPALL
หรือหากผู้อ่านสนใจเรื่องท่องเที่ยงว่า ไปไหนดีหลังกักตัวช่วงซัมเมอร์ เราก็มีบทความดีๆ มาฝากให้อ่านคลายเครียดในช่วงไวรัสโควิด-19 ยังระบาดหนักกันด้วย